SMEs Will Go Online วางแผนภาษีไง ให้ประหยัดคุ้ม

SMEs Will Go Online วางแผนภาษีไง ให้ประหยัดคุ้ม

        เทรนด์ขายสินค้าออนไลน์ที่กำลังโต ทำให้มูลค่าธุรกิจ e-Commerce ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การวางแผนภาษีของผู้ประกอบการในสนามออนไลน์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยให้ไม่โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง


“การวางแผนภาษีไม่ใช่การหนีภาษี 

แต่เป็นการเสียภาษีอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด” 


วางแผนภาษีของธุรกิจ "ประเภทบุคคลธรรมดา"

        ศศิพร เหมือนศรีชัย FlowAccount Evangelist and Senior Accountant บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ จำกัด ได้ให้คำแนะนำในเรื่องการวางแผนภาษีในงาน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก้าวสู่ปีที่ 8 "FUTURE ECONOMY & INTERNET GOVERNANCE: BIG CHANGE TO BIG CHANCE" ไว้ว่าก่อนจะทำการวางแผนภาษี

 เราต้องทราบก่อนว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้น จัดอยู่ในธุรกิจรูปแบบใด ซึ่งได้แก่ 1) ประเภทบุคคลธรรมดา และ 2) ประเภทนิติบุคคล   

        ประเภทบุคคลธรรมดา หากเราประกอบธุรกิจประเภทบุคคลธรรมดา อันได้แก่ การทำธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจจะเรียกว่า เงินได้ประเภทที่ 8

        การคำนวณภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ประเภทที่ 8 จะเริ่มจากการนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายได้กำหนดการหักค่าใช้จ่ายไว้ 2 แบบ ได้แก่

        (1) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา – โดยหักเงิน 40 หรือ 60% จากจำนวนรายรับทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการต้องศึกษารายละเอียดข้อกำหนดอีกครั้งว่า ธุรกิจของตนนั้นอยู่ในประเภทที่จะต้องหัก 40% หรือ 60%

        (2) หักค่าใช้จ่ายตามจริง – โดยต้องทำการเก็บเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการประกอบธุรกิจทุกขั้นตอน รวมทั้งทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย เพื่อยื่นแสดงแก่กรมสรรพากรเมื่อครบกำหนดชำระภาษี


 “เพราะชีวิตเราไม่ได้เสียเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจเท่านั้น 

แต่ยังมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเลี้ยงดูบุตร

ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ตลอดจนค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีก” 


        เมื่อนำรายได้ทั้งหมดมาหักค่าใช้จ่ายจากการประกอบธุรกิจแล้ว ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สามารถนำมาช่วยจัดการภาษีของธุรกิจเราได้ ก็คือ ค่าลดหย่อน ซึ่งตามกฎหมายจะให้มูลค่าการลดหย่อนแตกต่างกันออกไป ซึ่งตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาลดหย่อนได้นั้น ได้แก่ ค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งในกรณีที่คู่สมรสมีรายได้หรือไม่ เป็นต้น

        เมื่อเรานำรายได้ทั้งหมดหักรายจ่ายและค่าลดหย่อนเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเหลือรายได้ในส่วนที่จะต้องนำไปจัดการภาษีต่อไป ตามมาตรฐานที่ใช้คำนวณการเสียภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งหากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมีมูลค่าน้อยกว่า 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้ามีรายได้เกิน 150,000 บาท จะเป็นการเสียภาษีขั้นบันไดที่เรียกว่าตามอัตราก้าวหน้า ก็จะต้องทำการเสียภาษีเริ่มต้นที่ 5% ถึงสูงสุดที่ 35%



"ภาษีนิติบุคคล" กับการสนับสนุนจากภาครัฐ

        สำหรับ ประเภทนิติบุคคล เมื่อทำการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือจดทะเบียนเป็นบริษัท จะถือว่าธุรกิจเราเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะมีด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่

                (1) บริษัทมหาชน

                (2) นิติบุคคล

                (3) SMEs (ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้าน)

        ข้อแตกต่างในการคำนวณภาษีของนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คือ นิติบุคคลรายได้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจหักด้วยค่าใช้จ่ายตามจริง จะได้เป็นกำไรสุทธิที่จะใช้ในการหักภาษีในลำดับต่อไป

        ภาษีนิติบุคคล จะมีการยกเว้นกำไรสุทธิ 300,000 แรก ส่วนที่เกิน 300,000 กลุ่ม SMEs จะเสียภาษี 15% แต่ถ้าเป็นนิติบุคคล รวมถึงบริษัทมหาชน จะเสียอยู่ที่ 20%



"เมื่อก่อนอัตราภาษีไม่ได้เป็นเช่นนี้ 

แต่ภาครัฐสนับสนุนให้ประชาชนทำธุรกิจมากขึ้น 

อัตราภาษีจึงลดลง" 


        นอกจากนี้ หากนิติบุคคลมีรายได้ต่อปีเกิน 1.8 ล้านโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะต้องทำการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเมื่อจดภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทจะต้องจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ที่เกิดจากการประกอบกิจการทุกรายการ โดยกฎหมายได้กำหนดไว้อีกว่า บริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้ทำบัญชีจะต้องมีวุฒิการศึกษาด้านบัญชีอย่างน้อยในระดับ ปวส. แต่หากเป็นรูปแบบบริษัทจะต้องเป็นผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป และเมื่อทำบัญชีเสร็จสิ้นก็จะต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเซ็นงบอีกขั้นตอนหนึ่ง


“ค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปพยายามขอใบกำกับภาษี 

หรือใบเสร็จเต็มรูปแบบ โดยออกในนามของบริษัท 

เพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้เราสามารถขอคืนได้” 


        เมื่อเราอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เราต้องส่งภาษีซื้อ - ขาย ซึ่งทางกรมสรรพากรได้กำหนดไว้ว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ในทุกเดือนจะต้องส่งรายงานแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) แนบรายการซื้อ - ขาย แม้จะไม่มียอดขายก็ตาม และถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดก็จะมีเบี้ยปรับเกิดขึ้น


ยื่นภาษีให้ถูกหลัก ช่วยลดเสี่ยงเบี้ยปรับที่อาจเกิด

        หน้าที่ของนิติบุคคล คือ การหัก ณ ที่จ่ายทุกรายการ แม้ไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงินที่จะต้องหักค่าใช้จ่ายส่วนนี้ และเมื่อทำการหัก ณ ที่จ่ายเรียบร้อยบริษัทต้องทำการส่งข้อมูลให้แก่กรมสรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปที่เกิดการหัก ณ ที่จ่าย

        หากไม่ทำตามข้อกำหนดดังกล่าว สรรพากรก็จะมีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม สำหรับบริษัทนั้น ๆ โดยอัตราเงินเพิ่มจะอยู่ที่ 1.5 ต่อเดือน และเบี้ยปรับไม่เกิน 2,000 บาท

        ในกรณีของนิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องมีการส่งรายงานภาษีของบริษัททุกเดือน ซึ่งถ้าไม่นำส่งรายงานนี้จะมีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม 1 หรือ 2 เท่าของภาษีที่จะต้องเสีย รวมทั้งเงินเพิ่ม 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนจะถูกปัดเป็น 1 เดือนเต็ม)


ภาษีกับ "ธุรกิจออนไลน์"

        ศศิพร ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ค้าขายสินค้าออนไลน์ ว่า การวางแผนภาษีให้ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ควรชะล่าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่สามารถตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังแก่ร้านค้าออนไลน์ได้ เพราะในทุกขั้นตอนการดำเนินธุรกิจจะมีข้อมูลของเราอยู่ในระบบภาษี


“ท่านทราบหรือไม่ว่าแหล่งเงินของท่านตรวจสอบง่ายมาก 

เพราะธุรกิจออนไลน์ส่วนใหญ่รับเงินผ่านบัญชี” 


        ยกตัวอย่าง เมื่อเราไปซื้อสินค้าเพื่อนำมาขาย หากคู่ค้าของเราอยู่ในระบบภาษีที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือจดทะเบียนนิติบุคคล คู่ค้าของเราก็ต้องมีการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคลแน่นอน ซึ่งถ้าหากคู่ค้าเราทำการชำระภาษีแต่เราไม่ได้ชำระ ทางกรมสรรพากรก็จะมีข้อมูลร้านค้าของเราในฐานะคู่ค้าของร้านที่เสียภาษี และสามารถตามตัวเราพบแน่นอน  เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือควรจัดการภาษีให้ถูกต้อง

        ที่สำคัญร้านค้าออนไลน์ควรมีการจัดทำสต็อกสินค้า เพื่อบันทึกจำนวนสินค้าเข้าและสินค้าออก ให้สัมพันธ์กับรายรับและรายจ่ายของร้านค้า และร้านค้าที่ประกอบธุรกิจในระบบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)  หากมีสินค้าเสียหาย ร้านค้าก็ไม่สามารถทำลายสินค้าได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่สรรพากรมาร่วมสังเกตการทำลายสินค้านั้น ๆ ไม่เช่นนั้นสินค้าที่หายไปจากสต็อกจะถือเป็นยอดขายของทางร้าน





        ชมคลิปวางแผนภาษีอย่างไรให้ SMEs ที่จะ Go Online ย้อนหลังได้ที่  - 

         https://www.facebook.com/ETDA.Thailand/videos/2213109698702594/ 

        ที่มา - https://www.etda.or.th/content/tax-for-smes-go-online.html