5 สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต้องตาลุกวาวไปกับ Amazon

5 สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต้องตาลุกวาวไปกับ Amazon

        บริษัทที่ก่อตั้งเพียงแค่ 24 ปี อย่าง Amazon กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดในโลก โดยเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 ได้ปิดการซื้อขายด้วยมูลค่าตลาด 796,000 ล้านดอลาร์ แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ที่มีมูลค่า 783,400 ล้านดอลลาร์และเพิ่งโค่นแชมป์เก่าอย่าง Apple เมื่อเดือนก่อน 

        หุ้นของ Amazon เพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% โดยปิดตลาดที่ 1,629.5 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในขณะที่ Microsoft เพิ่มขึ้นเพียง 1% และปิดตลาดที่ 102.06 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดย Microsoft เพิ่งประกาศว่ากำลังทำงานร่วมกับ Kroger ในการทำร้านไร้แคชเชียร์แบบ Amazon Go ของ Amazon

        มันเหมือนวิ่งไปบนหนทางที่ขรุขระในการขึ้นอันดับ มูลค่าตลาดของ Amazon เคยขึ้นสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ตลาดหุ้นที่ร่วงลงช่วงปลายปีส่งผลให้กลายเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดสำหรับผู้ถือหุ้น นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2551 อย่างไรก็ตาม หลังผ่าน 4 วันแรกของการเปิดตลาดปี 2562 Amazon ก็ขึ้นมาเป็นที่ 1

        ด้วยสาเหตุหลายประการที่นักลงทุนยังคงเชื่อมั่น แต่ส่วนใหญ่มาจากลู่ทางต่าง ๆ ในการขยายตัว


นี่คือ 5 สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต้องตาลุกวาวไปกับ Amazon !!




1. บริการ Cloud 

        "ถึงแม้ Cloud ของ Microsoft จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว 

แต่บริการ Amazon Web Services หรือ AWS ก็ยังคงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้"  


        ตามรายงานของ Synergy Research Group นั้น AWS มีรายรับต่อปีสูงกว่า 23,000 ล้านดอลลาร์ โดย AWS ครอบครอง 40% ของตลาด Public Cloud 

        ด้วยลูกค้าที่ใช้งานนับล้าน ๆ ราย AWS มีมากกว่า 140 บริการสำหรับนักพัฒนา และธุรกิจยังคงขยายตัวไปตามภูมิศาสตร์ บริการของ Amazon กำลังไปบาห์เรน ฮ่องกง อิตาลี และแอฟริกาใต้ รวมทั้งกำลังแข่งขันในสัญญามูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์กับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ

        AWS กำลังเซ็นสัญญากับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะนำเข้าไปสู่สัญญาระยะยาว โดย AWS ได้เริ่มเปิดเผย “ภาระผูกพันในการดำเนินงาน” ในปีนี้ ซึ่งกำหนดให้เป็นรายได้ในอนาคต “ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงในสัญญากับลูกค้าสำหรับบริการที่จะได้จัดหาให้ในอนาคต” ซึ่งในไตรมาสล่าสุดรายได้โตเป็น 17,800 ล้านดอลลาร์ ขึ้นจาก 16,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 และ 12,400 ล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านั้น




2. การครองตลาด e-Commerce 

"แม้ Amazon ได้ขยายตัวเข้าไปในธุรกิจต่าง ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่ธุรกิจหลักของบริษัทก็ยังคงเป็น e-Commerce"   

        ปีที่ผ่านมา Amazon ได้ครองสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขาย e-Commerce ในตลาดสหรัฐฯ ตามรายงานของ eMarketer และประมาณ 90% ของรายได้ Amazon มาจากยอดค้าปลีก
        ภายใต้ธุรกิจค้าปลีกนี้ ความเป็นอีมาร์เก็ตเพลสหรือตลาดให้เจ้าของสินค้ามาลงขายนั้นสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยคิดเป็น 31.3% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา ซึ่ง eMarketer ประมาณการว่าเพิ่มขึ้น 35.6% จากปีก่อนหน้า
        Amazon ยังมีช่องว่างที่สามารถเติบโตได้อีกมาก ทั้งการเป็นเจ้าของเพียง 5% ของยอดขายรีเทลที่รวมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั้งหมดในสหรัฐฯ อีกทั้งยังลงทุนอย่างหนักในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น อินเดีย ตลอดจนเข้าไปจับตลาดออฟไลน์อย่างการซื้อกิจการ Whole Foods อีกด้วย 




3. ตัวขับเคลื่อนการเติบโต ทั้งสุขภาพ, Alexa และโฆษณา
        Amazon มีโอกาสที่น่าสนใจหลายอย่างสำหรับการเติบโตของรายได้

        การโฆษณา คือ หนึ่งในสิ่งที่น่าจับตา มันคือส่วนหนึ่งของแผนกธุรกิจ “Other” ซึ่งโตขึ้น 122% ในไตรมาสที่ 3 ผ่าน 2,500 ล้านดอลลาร์ ผู้โฆษณาจำนวนมากขึ้นกำลังจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งให้ Amazon
        การดูแลสุขภาพ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ Amazon ให้ความสนใจ หลังจากปีที่แล้วทางบริษัทได้ซื้อ PillPack ซึ่งเป็นร้านขายยาออนไลน์ชื่อดังของอเมริกาด้วยมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ 
        ด้านธนาคาร ก็ยังมีโอกาสให้ Amazon เติบโตอยู่ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา มีรายงานว่า บริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชี ขณะที่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินจำนวนมากอยู่แล้ว
        Amazon ยังได้บุกฮอลลีวู้ดด้วย Amazon Studios ในการผลิตรายการโชว์ทางโทรทัศน์และสร้างภาพยนตร์ ซึ่งฉายให้สมาชิก Prime ได้ดู อีกทั้งยังมีข้อตกลงกับนักแสดงชื่อดังอย่าง Nicole Kidman, Jordan Peele ตลอดจนผู้อำนวยการสร้าง Cheo Hodari Coker 
        และแม้จะไม่จำเป็นต้องเกิดรายได้ทุกครั้งที่มีคนพูดว่า “Hey Alexa” แต่ Amazon ก็สามารถทำเงินผ่านการใช้ Alexa เมื่อผู้ใช้งานให้เป็นผู้ช่วยในการซื้อสินค้า ซึ่งบริการนี้เพิ่งจะทำงานร่วมกับ Microsoft Cortana 



4. ทีมผู้นำที่เหนียวแน่น
        หนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญของ Amazon และยักษ์ใหญ่เทคอื่น ๆ คือ ทีมผู้นำที่เหนียวแน่น Jeff Bezos ผู้ซึ่งเป็น CEO ได้รวมเอากลุ่มผู้บริหารที่โคตรจะภักดีต่อองค์กรไว้บนระดับสูงของบริษัท หลาย ๆ คนอยู่ที่นี่นานมาก 
        Bezos เรียกกลุ่มผู้บริหารระดับสูงซึ่งมีน้อยกว่า 20 คนนี้ว่า S-team ซึ่งเป็นที่รู้จักกันนี้ในเรื่องความมั่นคงต่อองค์กร อันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรขององค์กร และ Bezos เคยเน้นย้ำในระหว่างการประชุมพนักงาน

“ผมมีความสุขมากที่ไม่ได้มีคนออกไปมากนักใน S-team
แล้วก็ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนอะไรเลย ผมชอบพวกเขามาก ๆ” 
- Bezos กล่าว - 


 

5. ดราม่าน้อย

        แม้ระยะหลัง Amazon ได้เจอปัญหาที่ก่อให้เกิดการถกเถียงหลายเรื่อง รวมถึงการถูกโจมตีโดยประธานาธิบดี Donald Trump และการหาสำนักงานใหญ่แห่งที่ 2 ของบริษัท 
        อย่างไรก็ตาม ม่มีประเด็นอะไรที่สามารถสร้างความเสี่ยงให้แก่ Amazon ได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ต่างจากสถานการณ์ของ Apple ในประเทศจีน และเรื่องปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลของ Facebook จึงทำให้หุ้นของ Amazon ดูมีความเสี่ยงน้อยกว่า